> Trendtalk > MEGA

22 มกราคม 2021

MEGA

MEGAชูอาหารเสริมกัญชง รายได้5ปีแตะ2.5หมื่นล้าน


ส่องหุ้น MEGA รับบวกจากโควิด-แต่ไม่ได้ประโยชน์จากกม.กัญชง


ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังจากพยายามฟื้นตัวไปทดสอบแนวต้านที่ 1530 จุด ซึ่งเราคาดว่า น่าจะเป็นแนวต้านของกรอบแนวโน้มขาขึ้น ถ้ายังไม่สามารถทะลุผ่าแนวต้านที่ 1540 จุดขึ้นไป แนวโน้มหลักยังมีความเสี่ยงในการปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1500 จุด


สำหรับหุ้นที่น่าสนใจวันนี้ คือ MEGA หรือ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)  ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค (Fast Moving Consumer Goods หรือ FMCG) ชั้นนำระดับสากล ณ ปัจจุบัน MEGA เป็นผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ประเทศเมียนมาร์ เวียดนาม และกัมพูชา ภายใต้เครื่องหมายการค้า Mega We CareTM


ไตรมาสที่ 3 ปี 63 มีกำไรสุทธิ 342 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.36 บาท กำไรเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 62 ที่กำไรสุทธิ 282 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.32 บาท


ในขณะที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 63 กำไรสุทธิ 965 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.11 บาท กำไรเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 62 ที่กำไรสุทธิ 756 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.87 บาท

นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปี 64 จะเติบโตในอัตราเลขหลักเดียวระดับสูง (High Single Digit) หลังสถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกันเทรนด์ใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคที่มีมากขึ้นก็น่าจะส่งผลดีต่อเนื่องกับยอดขายวิตามินของบริษัทด้วย


อย่างไรก็ตามบริษัทได้วางแผนการดำเนินงานช่วง 5-7 ปีข้างหน้า จะมีรายได้และกำไรเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก (Double Digit) จากการเข้าไปลงทุนในบริษัท PT Futamed Pharmaceuticals ในอินโดนีเซีย ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตยา หรือการทำตลาดผลิตภัณฑ์เสริมเพื่อสุขภาพ โดยซื้อหุ้น 83.33% และได้เปลี่ยนชื่อเป็น MEGA Futamed โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็ได้ไปดำเนินการในส่วนของการขยายโรงงาน พัฒนาโรงงานเพื่อเก็บยาในประเทศดังกล่าว ขณะที่ในช่วงปลายปี 64 ก็มีแผนปรับปรุงโรงงาน และลงทุนเครื่องจักรต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายจะมีรายได้และกำไรจากตลาดอินโดนีเซียราว 30 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 68


นอกจากนี้การขยายตลาดต่อเนื่องในไทย เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย บริษัทฯ คาดว่าการเติบโตจะอยู่ในอัตราเลขหลักเดียวระดับสูง จากยอดขายแบรนด์ Mega We Care และ Maxxcare เป็นหลัก ขณะเดียวกันในประเทศแถบแอฟริกา ก็คาดว่าจะมีการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักได้ภายใน 5 ปี จากตลาดที่ได้มุ่งเน้นไปในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตะวันตก ถือว่ามีทีมงานพร้อม สินค้าพร้อม และยังมีการลงทุนในการสร้างแบรนด์ รวมถึงในตลาดในลาตินอเมริกาด้วย ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าสัดส่วนยอดขายที่มาจากผลิตภัณฑ์ยา จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 40% ในอนาคต จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ส่วนที่เหลือจะเป็น New Product หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสำหรับ เด็ก แม่ และคนสูงอายุ


ส่วนการยกเลิกการร่วมทุนกับพันธมิตรในการสร้างโรงงานที่เมียนมานั้น มองว่าไม่คุ้มกับการลงทุน หลังการศึกษาพบว่ามีกฎระเบียบที่ซับซ้อนว่าคาด โดยบริษัทฯ ก็ได้เจรจากับพันธมิตรเพื่อหาแนวทางอื่น เพื่อจะพัฒนายาในประเทศอื่นแทน เช่น ประเทศอินเดีย หรือประเทศที่มีโรงงานอยู่แล้วด้วยการจ้างบริษัทนั้น เป็นต้น


ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/63 คาดว่าจะเติบโตได้ไม่มากนัก เนื่องจากการแข่งขันเริ่มสูงขึ้น โดยยังยืนยันว่าทั้งปี 63 ยอดขายจะเติบโตกว่าปีก่อน หลังวิตามินยังมีความต้องการสูงในร้านขายยาและโรงพยาบาล


MEGA มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus อยู่ที่ 47.40 บาท โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 49.00 บาท และมีราคาเป้าหมายต่ำสุดที่ 45.80 บาท

ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณซื้อทางเทคนิคทะลุผ่าแนวต้านสำคัญของเส้นแนวโน้มขาลงในระยะยาวขึ้นไป หลังจากปรับตัวลดลงไปสร้างฐาน ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวถัดไปที่ 45.00 และ 47.00 โดยมีเป้าหมายในการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ 52.00 แต่มีแนวรับสำคัญที่ 39.50 ถ้าหลุดจะเป็นสัญญาณขายหุ้นออกไปก่อน


สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ Trendtalk

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อ

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X