01 เมษายน 2025 เวลา 10:54 น.
เงินดอลลาร์สหรัฐอาจสูญเสียสถานะสกุลเงินสำรองของโลกให้กับ Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ หากสหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมหนี้ของตนเองได้ ตาม ที่ Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock กล่าว
Fink เขียนไว้ในจดหมายประธานประจำปีถึงนักลงทุนว่า “ระบบการเงินแบบกระจายอำนาจเป็นนวัตกรรมที่ไม่ธรรมดา” ที่ทำให้ “ตลาดเร็วขึ้น , ถูกกว่า , และโปร่งใสมากขึ้น” แต่ “นวัตกรรมเดียวกันนี้อาจทำลายความได้เปรียบทางเศรษฐกิจของอเมริกาได้ หากนักลงทุนเริ่มมองว่า Bitcoin เป็นเดิมพันที่ปลอดภัยกว่าดอลลาร์”
ตามข้อมูลของ Trading Economics หนี้ของสหรัฐฯเท่ากับ 122.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2023 ซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่า 105% ที่เห็นในปี 2018 อย่างมาก โดย Moody's Ratings ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ที่ AAA แต่ได้ปรับลดแนวโน้มเป็นลบ ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่อันดับความน่าเชื่อถือจะถูกปรับลดในอนาคต
คณะกรรมการเศรษฐกิจร่วมของสหรัฐระบุว่า ณ วันที่ 5 มีนาคม หนี้สาธารณะรวมของประเทศอยู่ที่ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 12.8 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐอาจผิดนัดชำระหนี้ได้เร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2025
ในปี 2025 สกุลเงินดิจิทัลได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์ประเภทหนึ่งเนื่องจากได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา และบริษัทต่างๆเช่น Strategy อย่างไรก็ตาม บางคนโต้แย้งว่า stablecoins อาจเพิ่มอำนาจเหนือของดอลลาร์สหรัฐได้
ในจดหมายนั้น Fink กล่าวว่า “การ Tokenization เป็นการสร้างความเป็นประชาธิปไตย” ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี “ที่ทำให้สามารถซื้อ ขาย และโอนได้ทันที โดยไม่ต้องมีเอกสารที่ยุ่งยากหรือมีระยะเวลาการรอคอย”
Fink กล่าวว่าหากสินทรัพย์ทุกชิ้นถูกแปลงเป็นโทเค็น "มันจะปฏิวัติการลงทุน ตลาดไม่จำเป็นต้องปิดทำการ ธุรกรรมที่ปัจจุบันใช้เวลาหลายวันสามารถเคลียร์ได้ภายในไม่กี่วินาที และเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่หยุดชะงักอยู่เนื่องจากการชำระเงินล่าช้าสามารถนำไปลงทุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ทันที ส่งผลให้เกิดการเติบโตมากขึ้น"
ตามข้อมูลของ RWA.xyz ตลาดสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่สร้างโทเค็นมีมูลค่า 19.6 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันมีผู้ถือสินทรัพย์อยู่ประมาณ 93,000 ราย โดยมีผู้ออกหลักทรัพย์ 174 ราย ซึ่งมีการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมบ่งชี้ว่าตลาดอาจสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
ในปัจจุบัน กองทุนสินทรัพย์โทเค็นในโลกแห่งความเป็นจริง BUIDL ของ BlackRock ถือเป็นกองทุนประเภทดังกล่าวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีไว้ซื้อขาย โดยที่กองทุน Tether Gold และ BENJI ของ Franklin Templeton ตามมาเป็นอันดับสองและสามตามลำดับ
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ coingape.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-dominance-dollar-blackrock-larry-fink
ราคาของ Bitcoin ลดลงจาก $87,241 เหลือ $81,331 ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม ทำให้กำไรที่สะสมมา 17 วันก่อนหน้านั้นหายไป โดยการปรับฐาน 6.8% ครั้งนี้ส่งผลให้มีการล้างพอร์ต (liquidation) ของสถานะฟิวเจอร์สฝั่งซื้อกว่า $230 ล้าน และเป็นไปตามแนวโน้มขาลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์สลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม
แม้ว่า Bitcoin จะพยายามยืนเหนือระดับ $82,000 ในวันที่ 31 มีนาคม แต่มี 4 ปัจจัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในสินทรัพย์นี้ และอาจมีแนวโน้มที่ Bitcoin จะแยกตัวออกจากตลาดการเงินแบบดั้งเดิมในอนาคต
นักลงทุนกังวลว่าการทำสงครามการค้าทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษี 25% สำหรับรถยนต์นำเข้าต่างประเทศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งส่งผลให้นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ปรับลดเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีจาก 6,200 เป็น 5,700 ขณะที่ Barclays ลดคาดการณ์จาก 6,600 เป็น 5,900
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ $3,100 ในวันที่ 31 มีนาคม สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยแทนการถือเงินสด ขณะเดียวกัน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ก็อ่อนค่าลงแตะ 104.10 จาก 107.60 ในเดือนกุมภาพันธ์
แม้ว่าหลายคนตั้งคำถามถึงสถานะของ Bitcoin ว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" หรือ "สินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น" แต่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา Bitcoin กลับทำกำไรได้ถึง 36% ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 3.5% ซึ่งบ่งบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง BTC กับตลาดหุ้นยังไม่แน่นอน
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ชี้ว่าตลาด Bitcoin ยังแข็งแกร่งคืออัตราแฮชเรตของเครือข่าย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดพลังการประมวลผลของนักขุดที่ช่วยยืนยันธุรกรรม บนเครือข่าย Bitcoin โดยแฮชเรตเฉลี่ย 7 วัน พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 856.2 ล้าน เทร่าแฮชต่อวินาที (TH/s) ในวันที่ 28 มีนาคม เพิ่มขึ้นจาก 798.8 ล้าน TH/s ในเดือนกุมภาพันธ์
ที่สำคัญ ปริมาณ Bitcoin ที่นักขุดโอนไปยังตลาดเว็บเทรดยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยเพียง 125 BTC ต่อวัน ณ วันที่ 30 มีนาคม เทียบกับอัตราการขุด BTC ใหม่ที่ 450 BTC ต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักขุดไม่ได้เทขายเหรียญแม้ราคาจะปรับฐาน
บริษัทเหมืองขุด Bitcoin อย่าง MARA Holdings ยื่นเอกสารต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม เพื่อเสนอขายหุ้นมูลค่าสูงสุด $2 พันล้าน โดยมีแผนที่จะนำเงินไปซื้อ Bitcoin และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันเริ่มให้ความสนใจสะสม BTC มากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัท GameStop (GME) ซึ่งเป็นบริษัทเกมที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ประกาศขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า $1.3 พันล้าน ในวันที่ 26 มีนาคม พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เงินทุนสำรองให้สามารถลงทุนใน Bitcoin และเหรียญ Stablecoin ได้
ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า ปริมาณ Bitcoin ที่อยู่บนตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตลดลงแตะระดับ 2.64 ล้าน BTC ในวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี โดยปกติแล้ว การที่มี BTC อยู่บนเว็บเทรดน้อยหมายความว่านักลงทุนมีแนวโน้มที่จะถือครองระยะยาวมากกว่าขายทิ้ง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาด
สุดท้าย การที่กองทุน Bitcoin ETF สหรัฐฯ ไม่มีการไหลออกสุทธิระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบัน
แม้ว่า Bitcoin จะเผชิญกับการปรับฐานราคาลง 6.8% และตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานของ Bitcoin ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราแฮชเรตสูงเป็นประวัติการณ์ การเข้าซื้อของบริษัทใหญ่ และปริมาณ BTC บนเว็บเทรดที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของ Bitcoin ระยะยาว
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ coinpedia.org
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/4-key-bitcoin-metrics-suggest-80-k-btc-price-is-a-discount
Strategy ของ Michael Saylor ซื้อ Bitcoin มูลค่าเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ โดยใช้ประโยชน์จากราคาที่ร่วงลงเมื่อเร็วๆ นี้ แม้ว่าตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับการประกาศภาษีศุลกากรในเร็วๆ นี้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ก็ตาม
Strategy ซึ่งเดิมชื่อ MicroStrategy ได้ซื้อ Bitcoin จำนวน 22,048 เหรียญ ในราคา 1.92 พันล้านดอลลาร์ โดยมีราคาเฉลี่ย 86,969 ดอลลาร์ ต่อ Bitcoin
ขณะนี้บริษัทถือครอง Bitcoin กว่า 528,000 หน่วย ซึ่งซื้อมาในราคา 35,630 ล้านดอลลาร์ โดยมีราคาเฉลี่ย 67,458 ดอลลาร์ต่อ BTC ตามที่ Saylor ผู้ก่อตั้งร่วมของ Strategy ประกาศในโพสต์ X เมื่อวันที่ 31 มีนาคม
Strategy เป็นผู้ถือ Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้ทะลุหลัก 500,000 การถือครอง Bitcoinเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเป็นเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Saylor เอ่ยถึงการซื้อ Bitcoin ที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะที่บริษัทประกาศราคาหุ้นบุริมสิทธิ์ชุดล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม
ในปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการถือครอง Bitcoin เพิ่มขึ้นมากกว่า 21% โดยมีกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมากกว่า 7.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูล ของ Saylortracker
การซื้อของ Strategy มูลค่าเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นแม้ว่านักลงทุนจะมีความกังวลเกี่ยวกับการประกาศภาษีศุลกากรของทรัมป์ในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งอาจกำหนดทิศทางราคา Bitcoin ตลอดทั้งเดือน
การประกาศในวันที่ 2 เมษายนคาดว่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการภาษีการค้าที่มุ่งเป้าไปยังประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและลดความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง เช่น Bitcoin
Andrei Grachev หุ้นส่วนผู้จัดการของ DWF Labs บอกว่า “การเทขายครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของตลาดกระทิง แต่มันเป็นการรีเซ็ตตัวใหม่ที่ดี”
“ตลาดตอบสนองต่อภาษีศุลกากรและข่าวเศรษฐกิจมหภาคมากเกินไป แต่ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ rockitcoin.com
ที่มา https://bitcoinaddict.org/2025/04/01/strategy-buys-2-billion-bitcoin-ahead-trump-tariffs/
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้
Facebook คลิก https://www.facebook.com/thunhoonnews
Youtube คลิก https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_/
Telegram คลิก https://t.me/thunhoon_news
X คลิก https://twitter.com/thunhoon1
Instagram คลิก https://instagram.com/thunhoon.news?/
เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา อ่านเพิ่มเติม