> เคล็ดลับลงทุน > SCM

07 กันยายน 2020

ผ่าอาณาจักร SCM

SCM จับตาแผนดันมาร์จิ้นโต เพิ่มฐานสมาชิก1.9แสนราย


SCMรุกอาเซียน ส่งโปรดักต์ใหม่ ดันยอดต่างแดน


การระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นอกเหนือจากการได้รับเงินทุนไปใช้ในการขยายธุรกิจ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการสร้างแบรนด์ "ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ " ให้แข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลากหลายกว่า 60 รายการ ที่สำคัญคือธุรกิจนี้สามารถสร้างฝันและโอกาสให้กับทุกคนได้”


SCM ติดเครื่องลุยเข้าจดทะเบียนตลาดฯ SET หวังระดมทุนสานฝันขยายอาณาจักรทั้งในไทยและต่างประเทศ ฟุ้งฐานสมาชิกปัจจุบันพุ่ง 1.87 แสนราย คาดขยายฐานได้เพิ่มเฉลี่ย 1.5-2หมื่นรายต่อปี มองพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งแนวโน้มการเติบโตดีที่สำคัญคือธุรกิจนี้สามารถสร้างฝันและโอกาสให้กับทุกคนได้”


นายแพทย์สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภคทั้งในและต่างประเทศในลักษณะเครือข่ายขายตรง เปิดเผยว่า แม้ว่านับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและขยายตัวเป็นวงกว้าง ซึ่งมีผลทำให้กำลังซื้อและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศถดถอยลง แต่ในทางกลับกันด้วยฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย


*ฐานสมาชิกแกร่ง

อีกทั้ง ยอดขายในต่างประเทศมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย เป็นต้น โดยจากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในครั้งนี้นั้น มองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักธุรกิจที่มีความสนใจที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกได้มากขึ้น ประกอบกับการได้รับเงินที่ได้จากการระดมทุนบริษัทจะนำไปพัฒนาต่อยอดการลงทุนโรงงานผลิต ขยายสาขา (จากปัจจุบันมีทั้งสิ้น 23 สาขา) และการค้นคว้า-วิจัยผลิตภัณฑ์ (R&D) เพิ่มมากขึ้น ในส่วนที่เหลือจะนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน


ที่สำคัญ บริษัทยังวางแผนเตรียออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยไตรมาสละไม่น้อยกว่า 1-2 รายการ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์และสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมีจำนวนนักธุรกิจสมาชิกในประเทศอยู่ที่ 187,150 คน และคาดว่าบริษัทจะสามารถขยายฐานนักธุรกิจสมาชิกได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 15,000-20,000 คนต่อปี สร้างยอดขายเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1,500-1,700 บาทต่อบิลต่อหัว และฐานนักธุรกิจเดิมที่ยังมียอด Active คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20 - 25%ต่อหัวต่อปี


เติบโต

ขณะที่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบันมีจำนวนนักธุรกิจสมาชิกอยู่ที่เกือบ 20,000 คน และคาดว่าจะสามารถขยายฐานนักธุรกิจสมาชิกใหม่ได้เพิ่มเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคนต่อปี ส่วนในประเทศเมียนมานั้น เดิมบริษัทมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ราว 150,000 คน แต่เนื่องด้วยปัญหาด้านกฎระเบียบที่ไม่มีเสถียรภาพทำให้ธุรกิจหยุดชะงักไประยะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดีในปัจจุบันบริษัทสามารถบูธยอดสมาชิกเดิมให้กลับมาได้แล้วมากกว่า 80% สำหรับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ในตอนนี้มีจำนวนนักธุรกิจสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 คนต่อประเทศ


“ กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1. กลุ่มธุรกิจแบบเครือข่าย จำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภคทั้งในและต่างประเทศ เป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ จำแนกเป็น 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว 4. กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าใช้ในครัวเรือน 5. กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 6. กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งดำเนินธุรกิจโดย SCM 2. กลุ่มธุรกิจให้บริการคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจเครือข่ายและรับจัดงานสัมมนา ดำเนินธุรกิจโดย SPT และ SPM เพื่อสนับสนุนธุรกิจเครือข่ายในประเทศ และตัวแทนจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศที่มีเครือข่ายสมาชิกและฐานลูกค้าเป็นของตนเอง และ 3. กลุ่มธุรกิจโรงงานผลิตสินค้า ดำเนินธุรกิจโดย SML ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงงานผลิตสินค้าให้กับบริษัทเท่านั้น”


สำหรับโครงสร้างยอดขายในปัจุจบันกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของยอดขายรวม จากการมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 24 รายการ (SKUs) จากทั้งหมด 60 SKUs รองลงมาคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว คิดเป็นสัดส่วน 10% ถัดมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของยอดขายรวม ในส่วนที่เหลืออีกราว 10% มาจากยอดขายของส่วนกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่เหลือ


ขยายฐาน-สร้างความแกร่ง

ด้านนายนพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCM กล่าวเพิ่มเติมว่า การระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นอกเหนือจากการได้รับเงินทุนไปใช้ในการขยายธุรกิจ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการสร้างแบรนด์ "ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ " ให้แข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลากหลายกว่า 60 รายการ ที่สำคัญคือธุรกิจนี้สามารถสร้างฝันและโอกาสให้กับทุกคนได้


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของบริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว ถือเป็นน้องใหม่ของวงการที่มาแรง สะท้อนถึงความเชื่อมั่น และการได้รับการยอมรับจากสมาชิก และผู้บริโภค นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้ติดอยู่ในอันดับ TOP 10 ระดับ 1,000 ล้านบาท จากกว่า 400 บริษัทขายตรงในประเทศไทย ด้วยศักยภาพสูงทางด้านการทำธุรกิจในรูปแบบ Multi-level Marketing ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพ และไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการขยายตลาดไปยัง AEC โดยประเทศที่ขยายไป ประกอบด้วย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ก็ไม่ได้คิดจะหยุดเพียงเท่านี้ โดยบริษัทยังคงมองหาโอกาสใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อที่จะขยายธุรกิจออกไป และทำให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนในอนาคต

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อ

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X